ดูสินค้าในตะกร้า    แจ้งการชำระเงินออนไลน์   
  
    ข่าวการแพทย์แผนไทย
    ลิงค์ที่น่าสนใจ
     ธรรมะออนไลน์
     www.morkeaw.net
    หมายเลขพ้สดุและสถานะการส่ง
    ตรวจสอบสถานะEMSและส่งลงทะเบียน
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 12
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 204
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 1,062,406
15 ตุลาคม 2561
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
 
10  11  12  13 
14  15  16  17  18  19  20 
21  22  23  24  25  26  27 
28  29  30  31       
             
  สุขภาพสัตว์เลี้ยง
พืชไทยกำจัดเห็บ
[17 มกราคม 2554 10:18 น.]จำนวนผู้เข้าชม 4897 คน

พืชไทยกำจัด "เห็บ"

อุราณี ทับทอง uranee@matichon.co.th

เวลา มองตามสุนัขจรจัดที่กำลังเดินบนท้องถนนหรือสวนสาธารณะ...สิ่งที่พบเห็นบ่อย ครั้งที่สุดก็คือ ขณะที่เจ้าตูบเดินๆ อยู่นั้น เพียงไม่กี่ฮึดใจพวกมันก็จะหยุดเพื่อหย่อนบั้นท้ายลงพื้น แล้วตวัดขาหลังเกาหูยิกๆ ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง บางตัวใช้ปากกัดเนื้อหนังตัวเองเพื่อลดอาการคัน

เจ้าตูบจำนวน มากมีอาการคันถึงขั้นขนหลุดเป็นหย่อมๆ หลายตัวไร้ขนจนกลายเป็นสุนัขหนังกลับ หลายตัวรุนแรงจนผิวหนังเหวอะหวะ เกิดบาดแผลอย่างน่าสงสาร หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "หมาขี้เรื้อน" ซึ่งอาการนี้ ไม่เพียงแค่พบได้กับสุนัขข้างทางเท่านั้น แต่สุนัขลูกรักประจำครอบครัวหรือแม้แต่เจ้าแมวเหมียวก็สามารถเกิดโรคนี้ได้ และพวกมันก็เสี่ยงกับการถูกเจ้าของรังเกียจ หรือทอดทิ้งในที่สุด

ตัว การสำคัญของอาการคันเหล่านี้ก็คือ "ไรเรื้อน" ปรสิตตัวเล็กๆ 8 ขา ซึ่งมีอยู่หลายชนิด และเป็นที่มาของโรคผิวหนังในสุนัขที่แตกต่างกัน คือ ขี้เรื้อนแห้ง และขี้เรื้อนเปียก แม้ว่าโรคผิวหนังอาจเกิดจากเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย แต่โรคผิวหนังสุนัขที่สัตวแพทย์พบมากที่สุดก็คือ เจ้าไรเรื้อนเหล่านี้ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางสัตวแพทยศาสตร์ ยารักษาโรคสำหรับสุนัขย่อมมีมากขึ้น มีทั้งชนิดฉีด หยอด ทา และให้สุนัขกิน คลีนิครักษาสัตว์ก็พบเห็นได้ง่ายกว่าอดีต แต่ผู้เลี้ยงบางท่านที่ประสบปัญหานี้ แต่ไม่สะดวกไปพบสัตวแพทย์ ก็สามารถรักษาโรคเรื้อนให้สุนัขได้ด้วยการใช้ของใกล้ตัว มีตัวอย่างจากคำบอกเล่าของผู้เลี้ยงที่นำมาทดลองใช้แล้วได้ผล เช่น

ยา รักษาเรื้อนสุนัขสูตรยาสามัญประจำบ้าน   ใช้ยาเหลือง หรือยารักษาแผลสดที่คุ้นเคยในชื่อ "เบตาดีน" ทาบริเวณที่เป็นเรื้อน จากนั้นทาซ้ำด้วยยาม่วง หรือยารักษาอาการปากนกกระจอกสำหรับเด็ก ทาทุกวันจนกว่าจะหาย

สูตรครัวหลังบ้าน   ใช้สำลีชุบน้ำหน่อไม้ดองหรือน้ำมันมะพร้าวทาบริเวณที่เป็นเรื้อนทุกวัน

สูตรกรมปศุสัตว์   ใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว 10 ส่วน ผสมกับกำมะถันก้อนเหลือง บดละเอียด 1 ส่วน  การบูร หรือลูกเหม็นบดละเอียด 1 ส่วน เส้นยาสูบหรือยาฉุนสับละเอียดอีก 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน ทาส่วนที่สุนัขเป็นขี้เรื้อน วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ประมาณ 3-4 วัน หรือจนกว่าจะหาย

แต่อีกภัยร้ายสำหรับสุนัขรวมถึง ผู้เลี้ยง ที่นับเป็นอีกปัญหาสำคัญและควรระวังอย่างมากไม่แพ้ไรเรื้อน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนนี้ก็คือ "เห็บ"

เห็บ ถูกจัดอันดับให้เป็น "สัตว์ผีดิบ" มีประสิทธิภาพในการดูดเลือดอันดับต้นๆ ของสัตว์ดูดเลือดทุกชนิดบนโลก ขนาดโตเต็มที่ของมัน ประมาณ 3 มิลลิเมตร แต่สามารถดูดเลือดจนตัวคล้ายเม็ดลูกเกดของมันขยายตัวได้ถึง 4 เท่า ซึ่งผู้เลี้ยงสุนัขขนยาวอาจมองเห็นเจ้าเห็บเหล่านี้ได้ลำบาก แต่หากสุนัขมีอาการคันแล้วลองใช้มือลูบตามเนื้อตัวสุนัข จะรู้สึกสะดุดที่มือ และเมื่อแหวกขนสำรวจดูแล้วจะเห็นได้ชัดเจน โดยเจ้าเห็บที่กำลังดูดกลืนเลือดเจ้าตูบแสนรักอยู่นั้นก็คือ เห็บตัวเมีย ที่จะถอนตัวจากสุนัขเมื่ออิ่มจัดเท่านั้น จากนั้นมันก็จะไต่ขึ้นที่สูงตามซอกมุมต่างๆ ภายในบ้าน เพื่อออกไข่ขยายพันธุ์อีก 2,000 ฟอง กลายเป็นฐานทัพเห็บตัวอ่อนที่พร้อมจะลุยกระโจนดูดเลือดสุนัขในอีก 1 เดือน ข้างหน้า

วงจรชีวิตของเห็บ ในวัยอ่อน มีเพียง 6 ขา ตัวเล็กแต่รวดเร็วจนผู้เลี้ยงอาจไม่ทันสังเกต มันจะแทรกตัวตามไรขนเพื่อกินเลือดสุนัข อย่างน้อย 2-3 วัน จากนั้นจึงจะปล่อยตัวดิ่งพสุธาแล้วไปหามุมลอกคราบตามซอกกำแพงเป็นตัวกลางวัย ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและครบ 8 ขา ก็จะกระโจนปฏิบัติการณ์ดูดเลือดสุนัขเพื่อกลับมาลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยอีก ครั้ง แต่ละช่วงวัยจะเจริญเติบโตได้ดีหากมีอุณหภูมิและความชื้นในอากาศที่พอเหมาะ

ไม่ เพียงแค่เห็บจะดูดกินเลือดสุนัขจนผ่ายผอม อ่อนเพลีย นำสู่การเกิดโรคโลหิตจาง ผิวหนังอักเสบ หรือติดเชื้อแทรกซ้อนจนเป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตเท่านั้น ในประเทศไทยยังพบว่าเห็บสุนัขลุกลามดูดเลือดสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ แม้กระทั่งงู และที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ การเข้าไปซ่อนตัวและดูดเลือดในหูคนอย่างที่เคยเป็นข่าวอันน่าขนลุกมาแล้ว

แต่ เหตุเพราะเห็บจัดเป็นพาราไซต์ที่มีเปลือกยืดหยุ่นแข็งแรง การกำจัดเห็บจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่เหมาะกับการดึงถอนจากตัวสุนัขทีละตัว เนื่องจากอวัยวะของเห็บที่แทงลงผิวหนังสุนัขเพื่อดูดเลือด หรือไฮโปสโตม มีลักษณะยาวคล้ายกระบองหนาม ที่ติดแน่นกับผิวหนัง เพราะความแหลมคมผสมน้ำลายที่เห็บปล่อยมาทำปฏิกิริยาร่วม หากผู้เลี้ยงดึงออกในขณะที่เห็บยังดูดเลือดไม่อิ่มตัว ไฮโปสโตม จะฝังอยู่ในผิวหนังกลายเป็นตุ่มแข็ง หรือไม่ก็จะทำให้ผิวหนังสุนัขหลุดติดมากับตัวเห็บด้วย

ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงจำเป็นต้องกำจัดเห็บด้วยยาสังเคราะห์ฤทธิ์แรง ราคาสูง และส่งผลข้างเคียงกับสุนัขเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด แต่จากผลงานวิจัย เรื่อง "การพัฒนาสมุนไพรเพื่อใช้ภายนอกในทางสัตวแพทย์" โดย รศ.ดร.น.สพ. ณรงค์ จึงสมานญาติ และคณะฯ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า มีพืชไทย 16 ชนิด ที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเห็บได้ และพบวิธีสกัดแบบง่ายที่เกษตรกรหรือผู้เลี้ยงสุนัขสามารถทำได้เอง สามารถกำจัดเห็บสุนัข หมัด เหา รวมถึงเห็บโคได้ด้วย โดยมีชนิดและขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

เมล็ดน้อยหน่า   บดเมล็ดน้อยหน่าให้เป็นผง แช่ด้วยน้ำที่มีแอลกอฮอล์ 1 ใน 10 ส่วน (10%แอลกอฮอล์) โดยใส่แค่พอท่วมผงเมล็ดน้อยหน่า แช่ทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นจึงค่อยกรองคั้นเก็บส่วนน้ำ แล้วใช้ 10% แอลกอฮอล์หรือน้ำ เทล้างผงเมล็ดน้อยหน่า อีก 2 ครั้ง ด้วยปริมาตรเท่าเดิม จากนั้นกรองคั้นส่วนน้ำมารวมกันเป็นสูตรเข้มข้น ใช้ฉีดพ่นฆ่าเห็บบนตัวสัตว์ได้ทั้งเห็บตัวอ่อนและเห็บตัวแก่ พ่นสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์

วิธีที่ดีที่สุดให้ฉีด ฆ่าเห็บตัวอ่อนเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อไม่ให้เห็บที่ขึ้นตัวสัตว์ใหม่นั้นดูดเลือดสุนัข จนเจริญตัวเป็นตัวแก่ โดยเฉพาะในโค เห็บที่ขึ้นใหม่จะเป็นเห็บตัวอ่อนเท่านั้น จึงสามารถเจือจางสารสกัดสูตรเข้มข้นที่ได้ อีก 300 เท่า เพื่อฆ่าเฉพาะตัวอ่อนเห็บอย่างเดียว ที่จะขึ้นใหม่จากพื้น สำหรับเห็บสุนัขต้องใช้สูตรเข้มข้นทุกครั้ง เพราะเห็บที่ขึ้นใหม่ จะเป็นทั้งเห็บตัวอ่อน เห็บตัวกลางวัย และเห็บตัวเต็มวัย ไม่ใช่เฉพาะเห็บตัวอ่อนอย่างเดียวเหมือนของเห็บโค

เมล็ดมันแกว   บดเมล็ดมันแกวให้เป็นผง เติมน้ำ 2 เท่า ของน้ำหนักผงเมล็ดมันแกว ต้มนาน 20 นาที ขณะต้มคอยเติมน้ำให้เท่าเดิม อย่าให้น้ำแห้ง กรองส่วนน้ำมาเก็บไว้ในตู้เย็น 7-20 วัน แล้วจึงนำมาผสมน้ำอีก 220 เท่า ฉีดพ่นฆ่าเห็บตัวอ่อนบนตัวโค สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หรือผสมน้ำ 5 เท่า สำหรับฉีดพ่นเห็บตัวแก่ไม่ให้ออกไข่ ทั้งของสุนัขและโค

น้ำมันตะไคร้แกง   โดยการกลั่นใบตะไคร้แกงด้วยไอน้ำ ด้วยชุดกลั่นสำหรับเกษตรกร ใบตะไคร้แกงสด 10 กิโลกรัม กลั่นน้ำมันได้ 40 ซีซี ผสมด้วยแอลกอฮอล์ (95%) 16 เท่า ใช้ฉีดฆ่าเห็บตัวอ่อนบนตัวโคและสุนัข ถ้าต้องการพ่นฆ่าเห็บตัวแก่ไม่ให้ออกไข่ด้วย ให้ผสมน้ำมันตะไคร้แกงด้วยแอลกอฮอล์ได้เพียง 4 เท่า ฉีดพ่นบนตัวโคและสุนัขสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ห้ามพ่นเข้าตาสัตว์ เนื่องจากผสมกับแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้แสบตา หากถูกตาสัตว์จะทำให้กระจกตาขุ่นและเป็นแผลได้

ทางที่ดีให้พ่นตาม ซอกมุม หลุม ของพื้นบริเวณที่สัตว์นอนหลับ ซึ่งเห็บโคจะปล่อยตัวลงพื้น 1 ครั้ง เพื่อวางไข่ที่พื้น ส่วนเห็บสุนัขจะปล่อยตัวลงพื้นในขณะสุนัขนอนหลับ เพื่อลอกคราบ 2 ครั้ง (เห็บตัวอ่อนดูดกินเลือดอยู่บนตัวสุนัข 4-5 วัน จะปล่อยตัวลงพื้น คลานหาซอกมุม หลุม ที่ปลอดภัย เพื่อลอกคราบเป็นตัวกลางวัย แล้วขึ้นตัวสุนัขใหม่ดูดกินเลือดอีก 4-5 วัน แล้วปล่อยตัวลงพื้นเพื่อลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยขึ้นสุนัข ดูดเลือดและผสมพันธุ์กันแล้วปล่อยตัวลงพื้นอีก 1 ครั้ง เพื่อวางไข่ ประมาณ 2,000 ฟอง ต่อตัว หลังจากนั้น 3 สัปดาห์ ไข่เห็บจะฟักออกมาเป็นตัวเห็บอ่อน คลานขึ้นสุนัขตัวใหม่

น้ำมันตะไคร้หอม   ใช้ชุดเครื่องกลั่นด้วยไอน้ำสำหรับเกษตรกร ได้น้ำมัน 70 ซีซี จากใบตะไคร้หอมสด 10 กิโลกรัม นำน้ำมันตะไคร้หอมที่กลั่นได้มาผสมด้วยแอลกอฮอล์ (95%) 12 เท่า ใช้ฉีดฆ่าเห็บตัวอ่อนบนตัวโคและสุนัข ถ้าต้องการพ่นฆ่าเห็บตัวแก่ ให้ผสมน้ำมันตะไคร้หอมด้วยแอลกอฮอล์ได้เพียง 3 เท่า ฉีดพ่นตามซอกมุม หลุม ของพื้นบริเวณที่สัตว์นอนหลับ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ถ้าจะพ่นที่ตัวสัตว์ต้องห้ามพ่นเข้าตา เนื่องจากผสมกับแอลกอฮอล์ เช่นเดียวกัน

น้ำมันจากเปลือกผลส้ม   บีบน้ำมันจากเปลือกผลส้มโอลูกเล็กๆ ที่เกษตรกรเด็ดทิ้ง ในกรณีที่ติดผลอ่อนมากเกินไป หรือบีบน้ำมันจากเปลือกผลส้มที่ซื้อมารับประทาน โดยบีบให้น้ำมันพุ่งใส่ขวดปากกว้าง แล้วดูดเก็บเฉพาะน้ำมันซึ่งลอยอยู่บนส่วนที่เป็นน้ำ นำมาผสมด้วยแอลกอฮอล์ (95%) 10 เท่า ของปริมาตรน้ำมัน ใช้ฉีดพ่นฆ่าเห็บโค หรือสุนัข ได้ทั้งตัวอ่อนและตัวแก่ ถ้ามีเปลือกผลส้มจำนวนมาก ใช้วิธีการบีบด้วยไฮโดรลิกหรือโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ

มะขามเปียก   เป็นสารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์อ่อนที่สุดใน 6 ชนิดนี้ สกัดด้วยการแช่มะขามเปียกในน้ำ หรือใน 10% แอลกอฮอล์ โดยใช้น้ำหรือ 10% แอลกอฮอล์ในปริมาตร 5 เท่า ของน้ำหนักมะขามเปียก แช่ค้าง 1 คืน แล้วเทเฉพาะสารละลายมาใส่ขวดฉีดพ่นฆ่าเห็บตัวแก่ ตัวเห็บจะถูกสารสกัดจากน้ำมะขามเปียกกัดเป็นแผลตาย การใช้ 10% แอลกอฮอล์แช่สกัดจะทำให้สารละลายที่สกัดได้ไม่มีเชื้อราขึ้นด้วย

สำหรับ คนรักสุนัขที่กำลังประสบปัญหาเหล่านี้ สามารถทดลองนำไปใช้กับสุนัขแสนรักดูได้ แต่ระวังอย่าให้เข้าตาสุนัขตามที่ระบุไว้ และที่ละเลยไม่ได้ก็คือ การกำจัดเห็บตามซอกหลืบ รอยแตกตามกำแพง หรือมุมบ้านต่างๆ และหมั่นทำความสะอาดบ้านและสุนัขอยู่เสมอ

สุขภาพสัตว์เลี้ยง
- พืชไทยกำจัดเห็บ [17 มกราคม 2554 10:18 น.]
- ปัญหาเห็บหมัด ทำไมแก้ได้ยาก [17 มกราคม 2554 10:18 น.]
ดูทั้งหมด

ข้อควรปฎิบัติในการแสดงความคิดเห็น
  • ไม่โพสคำหยาบ
  • ไม่พาดพิงผู้อื่นในทางเสียหาย
  • ไม่พาดพิงถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของชาวไทย
หากตรวจพบจะทำการลบข้อความนั้นๆ ทิ้งทันที
  แสดงความคิดเห็น

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

ชื่อ: *
E-mail : *
ไม่ต้องการแสดง Email
รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป

Copyright by healthythaiherbs.com


นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy)
Engine by MAKEWEBEASY